บทความสอนลูก Archives - Know-Are - สอนเด็กไทยให้เรียนรู้ชีวิต
บทความสอนลูก

บทความสอนลูก

การลงทุนที่ห่วยที่สุดคือการลงทุนของพ่อแม่ให้ลูกเรียนหนังสือ โดยไม่รู้ว่าเรียนไปทำไม?

เคยวางแผนกันไหมครับ ว่าจะให้ลูกเรียนอะไร เติบโตมาแบบไหน สุดท้ายไปทำอะไร ได้ผลลัพธ์คุ้มกับการลงทุนไหม ผมเชื่อว่าหลายคนให้ลูกเข้าโรงเรียน เพราะรู้ว่าการเรียนคือเรื่องที่ดี เราถูกหล่อหลอมให้เชื่อในความดีของการเรียนนั้นจนลืมสนใจไปว่าในรายละเอียดหรือเส้นทางที่ว่าดีนั้นมีหลากหลายเส้นทาง มีทั้งทางตรง มีทั้งทางลัด และก็มีทั้งทางตัน หนำซ้ำยังมีทางอ้อม ทุกทางดีหมด แต่ทางไหนล่ะที่เหมาะกับลูกของเรา ที่จะจ่ายน้อยกว่า ที่จะไปได้เร็วกว่า ถ้าเปรียบเทียบการเรียนของลูกเป็นการลงทุน เด็กคนหนึ่งกว่าจะเรียนจนจบปริญญาตรีมีต่ำๆสองล้านบาท…

อยากให้ลูกประสบความสำเร็จ แต่ให้ลูกเรียนในระบบที่สร้างคนสำเร็จไม่ถึง 1%

เคยมีเวลานั่งนิ่งๆแล้วคิดกันสักนิดไหมครับเราอยากให้ลูกโตเป็นแบบไหนเป็นแบบไหนที่เรียกว่าดี ระบบที่ลูกเราเรียนอยู่สร้างคนแบบนั้นได้เยอะน้อยแค่ไหน? คำถามพวกนี้สำคัญมากกว่าแค่โรงเรียนไหนดังโรงเรียนไหนสอบติดที่ไหนได้เยอะ หลายครั้งที่เราทำตามกระแส ทำตามส่วนใหญ่กันจนลืมคิดหาทางอื่นๆที่อาจถึงเป้าหมายได้ดีกว่าหรือได้เร็วกว่า พ่อแม่บางคนยังไม่ทราบด้วยซ้ำครับว่าลูกสามารถเรียนจบและมีงานดีๆ ทำได้โดยไม่ต้องเข้าโรงเรียนในระบบ หรือถ้าให้พูดตรงๆคือยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีโรงเรียนนอกระบบ โรงเรียนทางเลือก หรือ Home School อีกด้วย พอเป็นแบบนี้แล้วทำให้เราเห็นเลยว่าระบบ”แนะแนว” ของเราอ่อนแอแค่ไหน ตามโรงเรียนคุณอาจจะแนะแนวแค่คณะ แต่สำหรับเราเราแนะแนวถึง “อาชีพ”…

อาชีพในฝันไม่มีอยู่จริง

ปกติแล้ว ”อาชีพในฝัน” มักเกิดจากสิ่งแวดล้อมที่เราเอาปัจจัยหลายอย่างมาประกอบกันแล้วไปยึดหลักว่ามันคืออาชีพ ยกตัวอย่างเช่น ตอนเด็กผมชอบดูหนังเกี่ยวกับอวกาศหรือนักบินเครื่องบินรบ แล้วพระเอกเท่ห์มาก หนังสร้างความรู้สึกดีเกี่ยวกับตัวละครที่ทำอาชีพนั้นให้กับผม ผมจึง “ฝันอยากเป็นนักบิน / นักบินอวกาศ” มีน้องคนหนึ่งคุณน้าเป็นหมอ มีรายได้ค่อนข้างดีและตามใจหลาน เวลาหลานอยากได้อะไรก็ซื้อให้ อยากกินอะไรก็พาไปกิน มีชีวิตและครอบครัวที่มีความสุข น้องคนนั้นจึง.. “ฝันอยากเป็นหมอ”…

แค่ให้พื้นที่ ก็รู้สึก “โชคดี” ที่ลูกดูแลตัวเองได้

ลูกวัยรุ่นของ “คุณพ่อโจ้” เจ้าของเพจ HomeSchool หนึ่งในผู้ปกครองที่สนับสนุนและช่วยสร้างประโยชน์ดีๆ ร่วมกับ Know Are สำหรับเด็กสองคนที่อายุจะ 16 ปีคนหนึ่งกับ 13 ปีอีกคนหนึ่ง ในความเป็นพ่อแม่ก็ค่อนข้างสบายใจที่ลูกสามารถดูแลตัวเองได้ จัดการชีวิตได้พอสมควรทั้งเรื่องการเรียนและการใช้ชีวิต ซึ่งอันที่จริงก็สบายพ่อแม่มาก เพราะไม่ต้องคอยไปจัดการลูก ยิ่งลูกโตขึ้น…

“อยากให้ลูกมั่นใจในตัวเอง” แค่พาเขาออกจากกรอบเดิมๆ ที่เคยอยู่และทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ

การที่ลูกของคุณพ่อคุณแม่เป็นคนขี้อาย ประหม่าไม่กล้าคุยกับคนใหม่ๆ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของบุคลิกที่เป็นธรรมชาติของเขา ที่ตามหลักจิตวิทยาบอกไว้ว่า คนลักษณะแบบ Introvert อาจจะชอบใช้เวลาอยู่กับตัวเองเพื่อเข้าใจตัวเอง คิดไตร่ตรองเพื่อเรียนรู้และเข้าใจโลก ในขณะเดียวกันก็เข้าใจเหมือนกันว่าบางครั้งชีวิตก็มีความจำเป็นต้องไปพบปะผู้คน ต้องนำเสนองาน ต้องสื่อสารกับคนหลากหลาย บางทีก็รวมไปถึงการกล้าที่จะเปิดรับความท้าทายของชีวิต ที่ถ้าผ่านไปได้ ก็พาให้ได้ไปพบกับพื้นที่ใหม่ๆที่ยังไม่เคยสำรวจ “ความมั่นใจในตัวเอง” จริงๆแล้วมีหลายองค์ประกอบเลยครับ วันนี้ผมจะหยิบเรื่องหนึ่งมาแบ่งปัน คือ…

แค่ให้ลูก “ทบทวนตัวเองทุกวัน” ก็จะช่วยให้ค้นหาตัวเองได้เร็วขึ้น

เราได้โอกาสพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ เกี่ยวกับประเด็นที่ว่า “อยากเข้าใจว่าลูกคิด หรือต้องการอะไร” จึงนึกถึงกระบวนการ Reflection หรือการสะท้อนตัวเอง ที่ Know are เราใช้ในการสอนประสบการณ์ให้น้องๆ สะท้อนคิด (Reflection) คืออะไร? “การสะท้อนคิด” คือ การหันกลับไปมอง แล้วไตร่ตรองค่อยๆดูว่า…

พ่อแม่ยุคใหม่ จะรับมืออย่างไรเมื่อลูกอยากเป็น YouTuber

ในตอนที่เรายังเด็ก ย้อนกลับไปซักสามสี่สิบผมเป็นหนึ่งคนที่ทำงานด้านข่าวสาร การตลาด และเทคโนโลยี เลยทำให้ได้มีโอกาสอัพเดทอะไรใหม่ๆ อยู่เป็นประจำ ก็เลยอยากจะเอามาเล่าสู่กันฟังว่าพ่อแม่อย่างเราควรจะรับมือยังไงกับการเลี้ยงลูกยุคใหม่แบบทุกวันนี้!ปีที่แล้ว เมื่อเราถูกถามว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” เชื่อว่าคำตอบส่วนใหญ่ก็คงหนีไม่พ้น หมอ ตำรวจ ทหาร พยาบาล คุณครู นักร้อง ดารา อะไรเทือกๆนี้…

เปลี่ยน “เป้าหมายใหญ่” เป็น “ภารกิจชิ้นเล็ก”

เปลี่ยน “เป้าหมายใหญ่” เป็น “ภารกิจชิ้นเล็ก” หลายๆครั้ง คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะมี “เป้าหมาย” ที่เราอยากให้น้องๆเป็น เช่น อยากให้เป็นคนเรียบร้อย อยากให้มีความรับผิดชอบ อยากให้เรียนเก่ง ซึ่งการเป็น “คนเรียบร้อย” “คนที่มีความรับผิดชอบ” “คนที่เรียนเก่ง” อาจเป็นสิ่งที่ทำตามได้ยากและวัดได้ไม่ง่าย หลายๆครั้ง การให้คำแนะนำแบบ “บอกเป็นพฤติกรรมย่อย” ค่อยๆสะสมไป…

อีกหนึ่งวิธีการที่พ่อแม่ควรรู้ เพราะจะช่วยให้ลูกค้นหาตัวเองได้เร็วขึ้น

อีกหนึ่งวิธีการที่พ่อแม่ควรรู้ เพราะจะช่วยให้ลูกค้นหาตัวเองได้เร็วขึ้น การทำแบบทดสอบด้านบุคลิกภาพ (Personality Test) เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยลดเวลาการลองผิดลองถูกให้กับลูกๆ ของคุณแม่ บางแบบทดสอบจะสามารถบ่งบอกลักษณะนิสัยได้ค่อนข้างชัดเจนเลยว่า น้องเหมาะหรือไม่เหมาะกับสิ่งไหน เพราะอะไร จะวิเคราะห์ออกมาว่าอาชีพหรืองานลักษณะไหนที่เหมาะกับน้องบ้าง เสมือนแผนที่ให้เขาได้เดินต่อ ระหว่างการทำแบบทดสอบนั้น น้องจะได้ทบทวนว่าในสถานการณ์ต่างๆ น้องจะคิด จะรู้สึก หรือจะปฏิบัติยังไง เพื่อหาความเชื่อมโยงกันระหว่างคำตอบ…

การที่รู้ว่าลูกชอบอะไร เป็นเรื่องที่ดี แต่จะดีกว่า คือการรู้จักวิธีค้นหาความชอบที่แท้จริง

การที่รู้ว่าลูกชอบอะไร เป็นเรื่องที่ดี แต่จะดีกว่า คือการรู้จักวิธีค้นหาความชอบที่แท้จริง ในวันที่ลูกตอบได้ว่าชอบอะไร อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ตายตัว เพราะความชอบนั้นเปลี่ยนแปลงและเติบโตไปพร้อมกับลูกของเรา เมื่อเขาไปในพื้นที่ใหม่ๆ เขาก็นำสิ่งใหม่มาเทียบเคียงกับประสบการณ์เดิมที่มี และถ้าสิ่งใหม่น่าสนใจหรือชอบมากกว่า เขาก็จะค่อยๆขยับไปสู่ความชอบใหม่ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “กระบวนการที่จะไตร่ตรองและตัดสินใจในเวลานั้นๆ” ต่างหากล่ะครับ กระบวนการสำคัญนั้น คือการกระตุ้นด้วย “คำถาม” เพราะถือเป็นการให้พื้นที่ลูกได้มีโอกาสได้พูดในสิ่งที่ตัวเองรู้สึก…