ถ้าลูกยังเจอประสบการณ์ไม่มากพอ อย่าเพิ่งบอกว่า นั่นคือสิ่งที่ใช่สำหรับลูก - Know-Are - สอนเด็กไทยให้เรียนรู้ชีวิต
ถ้าลูกยังเจอประสบการณ์ไม่มากพอ อย่าเพิ่งบอกว่า นั่นคือสิ่งที่ใช่สำหรับลูก
สิ่งที่ใช่สำหรับลูก

ถ้าลูกยังเจอประสบการณ์ไม่มากพอ อย่าเพิ่งบอกว่า นั่นคือสิ่งที่ใช่สำหรับลูก

Know Are มีโอกาสที่ได้ร่วมกิจกรรมกับน้องๆ และได้ให้คำปรึกษากับคุณพ่อคุณแม่บ่อยๆ คำถามนึงที่ได้รับจากคุณพ่อคุณแม่อยู่เรื่อยๆ คือ “ทำยังไงดี ลูกไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร” “อยากให้ลูกได้เจอว่าเขาชอบอะไร จะได้สนับสนุนถูก”

อันดับแรกผมรู้สึกชื่นชมคุณพ่อคุณแม่ที่ถามคำถามแบบนี้มากๆเลยนะครับ เพราะสะท้อนให้เห็นว่าคุณพ่อคุณแม่อยากสนับสนุนลูกในแบบที่ลูกเป็น ไม่ใช่อยากให้ลูกเป็นในสิ่งที่อยากให้เป็น หรือหวังให้ลูกทำในสิ่งที่เราคิดว่าดีเรามองเขาเป็นที่ตั้ง

———————-

ผมขอตอบเป็น 3 ประเด็น ซึ่งผมจะอธิบายให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจและนำไปปรับใช้กันทีละประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก “การไม่รู้ว่าชอบอะไร” เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเคยผ่าน ซึ่งการเจอมีช้ามีเร็ว และความชอบนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเมื่อเราเติบโตและใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดความ “ไม่แน่ใจว่านี่คือสิ่งที่ชอบ

 

>อะไรที่ทำให้เป็นแบบนั้น?

ตอนเด็กๆ เราใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน

ได้ออกไปเที่ยวบ้าง พ่อแม่ชวนดูสารคดีหรือเล่าอะไรให้ฟัง “ความชอบ”จะอยู่กับ “สิ่งที่เรารู้จัก” เช่น นี่คือรถยนต์ นี่คือแมลงปอ เราก็จึงพบได้ไม่ยากว่าฉันชอบแมลงปอ ชอบสะสมของเล่นที่เป็นรถยนต์

แต่พอยิ่งโตขึ้น สิ่งที่เราไปพบเจอมีมากขึ้น จากตอนเด็กที่เคยชอบรถยนต์ โตขึ้นมาอาจจะชอบจรวด หรือโตขึ้นมาอาจจะยังชอบรถยนต์อยู่ แต่บอกได้ละเอียดขึ้นว่าชอบรถเต่า ชอบเฟอรารี่ ไม่ชอบตุ๊กๆ

“ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่ ยิ่งบอกได้มากขึ้นว่าอะไรคือความชอบ”

 

ดังนั้นพอเราเจออะไรที่ต่างไปจากที่เคยเจอ เราจึงลังเลว่าสิ่งที่เรายึดถือว่าชอบอยู่ คือสิ่งที่จะยังชอบอยู่ไหม เมื่อเจอสิ่งใหม่มาให้เปรียบเทียบ

 

> พอถึงจุดนี้ผมก็จะบอกว่าเคล็ดลับสำคัญอันหนึ่ง คือ ความชอบ ไม่ได้มีแต่ชอบกับไม่ชอบ แต่มี “ชอบน้อย ชอบบ้าง ชอบปานกลาง ชอบมาก” และ “ชอบส่วนไหนในสิ่งนั้น”

ถ้าเรามองมันแบบปริมาณที่มีมากน้อย เพิ่มได้ลดได้ เราจะเริ่ม ”ยอมรับและนับได้”มากขึ้นว่า “อะไรที่เราชอบและอะไรที่เราชอบน้อย”

 

> ทีนี้พอคุยกันว่า “ชอบ”

มันอาจจะคุยกันได้ยาก เพราะบางคนเกิดลังเลเมื่อเกิดคำถามว่า “ถ้าฉันชอบ แต่ทำได้ไม่ดี นี่แปลว่าฉันชอบจริงหรือเปล่า”

คนจำนวนนึงเลือก

“ชอบสิ่งที่ตัวเองถนัด”

ซึ่งคำตอบของคำถามว่า

ถ้าทำได้ไม่ดี ควรจะชอบมันอยู่ไหม

 

ผมอยากให้มอง การทำได้ไม่ดี เป็นเรื่องของ “ความถนัด” ซึ่งความถนัดเป็นสิ่งที่เป็นพื้นเพมาแต่เดิม แต่ไม่ได้หมายความว่าฝึกหัดไม่ได้

“ไม่ถนัดใช้ปากกาหมึกซึม”

“ไม่ถนัดวาดวงกลมบนกระดาษ”

“ไม่ถนัดการพูดหน้าชั้น”

เมื่อไม่ถนัด

แล้วเราสามารถเขียนหนังสือด้วยปากกาหมึกซึม วาดวงกลมให้กลมในกระดาษ หรือพูดหน้าชั้นได้ไหม

คำตอบ คือ “ได้”

การไม่ถนัด ไม่ได้แปลว่า “เราทำไม่ได้” สิ่งเดียวที่จะแปลได้ก็คือ “เราจำเป็นต้องใช้เวลามากกว่าคนที่เขาถนัดกว่าในการทำสิ่งนั้น”

ดังนั้นหากเราพบว่าไม่ถนัด มันก็แค่ต้อง “ให้เวลา” และ “ฝึกฝน”

วันนึงมันก็จะถนัดได้

 

ดังนั้นถ้าเราชอบ แต่ทำได้ไม่ดี

มันก็แปลแค่ว่า “เราต้องใช้เวลามากกว่าคนอื่นหน่อยในการจะฝึกฝนให้ไปถึงจุดที่ทำได้ดี”

เราจะยอมแลกเวลาส่วนนั้นไหม?

 

สิ่งที่ผมกำลังจะบอกคุณพ่อคุณแม่ คือ “การพาเขาออกไปเจอประสบการณ์และลองทำ ลองสัมผัสด้วยตัวเองให้มากพอ” ถ้าลูกยังอยู่ในช่วง ม.ต้น อย่าเพิ่งไปชัดเจนกับความชอบที่น้องบอก เพราะเด็กยังประสบการณ์น้อย เขาอาจจะเห็นหมอในซีรีส์ ชอบสถาปนิกเพราะที่บ้านทำธุรกิจด้านนี้ นั่นแปลว่าประสบการณ์เขายังเจอแค่ไม่กี่ทางที่จะทำให้เขาชอบ แล้วปรากฏว่าชัดเจนแบบลงลึกไปแล้ว แต่ไปดูซีรีส์เรื่องอื่น ไปเห็นหรือใกล้ชิดอาชีพอื่นอีก

 

เหมือนกับที่ Know Are พยายามจัดหาประสบการณ์ที่หลากหลายมาให้น้องๆ แต่ละช่วงวัย จริงๆ เริ่มได้ตั้งแต่ช่วงประถมเลยนะครับ เพราะยิ่งเจอประสบการณ์เร็วมากเท่าไร จะยิ่งค้นหาตัวเองได้เร็วและประสบความสำเร็จเร็วเท่านั้น

ยังมีอีกหลายประเด็นที่พ่อแม่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อผลักดันให้ลูกได้ค้นหาตัวเองได้เร็วขึ้น ซึ่งจะทยอยลงให้อ่านกันต่อไป

_____________________________________________________________________

ส่วนใครที่อ่านแล้ว อยากให้ลูกได้เจอประสบการณ์

ทักมาที่ไลน์ไอดี @Know-Are Line : @Know-Are
คลิก : https://line.me/R/ti/p/%40edt4248g
โทร : 097-090-8402

No Comments

Leave a Reply