“ฉลาดเกมส์โกง” ใครยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ (เอาท์มากกกก !) หนังดังจากค่าย GDH ที่รายได้ถึง 100 ล้าน ทีมงาน Know-Are จึงมีโอกาสได้คุยกับ “พี่บาส นัฐวุฒิ พูนวิริยะ” ผู้กำกับของเรื่องนี้ที่จะมาเล่าประสบการณ์การทำหนัง ที่ไม่ได้เรียนฟิล์ม แต่ Passion เหลือล้น พร้อมเจาะลึกเส้นทางอาชีพผู้กำกับภาพยนต์ ที่ใครหลายคนอยากทำ… เพราะได้เงิน…รวย จริงหรือ ? วันนี้มีคำตอบ

ชอบดูหนังมาตั้งแต่เด็ก ม.1 เจอหนังที่ชอบ จึงรู้สึกว่าอยากทำ

Passion แรกที่ผู้กำกับร้อยล้าน เล่าให้ฟังว่าชีวิตของเขาเป็นเด็กโรงเรียนวัดย่านท่าน้ำนนท์ ที่มีบ้านคุณยายทำร้านเช่าหนัง เขาเห็นตั้งแต่หนังเป็นม้วนวีดีโอ จึงคลุกคลีกับหนัง ทำให้ชอบดูหนังมาตั้งแต่เด็ก เพราะมองว่าสนุกและนิสัยส่วนตัวชอบความบันเทิง ส่วนใหญ่ดูหนัง Action ฆาตรกรรม จนกระทั่งตอนที่ขึ้น ม.1 ประมาณปี 1990 ได้มีโอกาสดูหนังฮอลลีวูดของผู้กำกับที่เป็นมาเฟียอยู่เรื่องหนึ่ง แล้วรู้สึกว่าเรื่องนี้มีอิมแพ็คต่อเรามาก ดูแล้วรู้สึกตื่นเต้นและสนุก มันอเมซิ่งมากสำหรับเด็ก 10 ขวบ ทำให้อยากดูซ้ำๆ นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้สึกอยากเป็นคนทำและส่งต่อความรู้สึกแบบนี้ไปให้คนอื่นๆ

หลังจากนั้น การจริงจังกับการดูหนังมากขึ้นของพี่บาส เปลี่ยนคนที่เคยเรียนเก่ง ตัว Top ของห้อง เกรดตกเหลือ 2 จากเดิมเป็นลูกชายที่พ่อแม่คาดหวังว่า จะต้องเรียนหมอ ต้องเป็นวิศวกร แต่เมื่อเราเริ่มชัดเจนกับความชอบ พ่อก็เริ่มซื้อหนังมาให้เราดู สุดท้ายเขาก็ยอมรับว่าสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขคืออะไร เขาบอกว่า เวลาเขาเห็นเราดูหนังแล้วเราแฮปปี้ พ่อกับแม่ก็มีความสุขเขาก็เลยยอมว่าเราจะเอาดีด้านนี้ ขอแค่ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ พี่ว่าพี่โชคดีนะที่ที่บ้านคอยสนับสนุน

“พ่อแม่เลี้ยงมาแบบบุฟเฟ่ต์ ไม่ได้กดดันอะไรมาก ถ้าอยากทำอะไร อยากเรียนอะไรก็ไปเรียน ตอนบอกว่าจะสอบเข้าคณะการแสดงและกำกับการแสดง เขาก็ไม่ห้ามนะ บอกว่า ถ้าคิดดีแล้ว ก็เรียนไป  สุดท้ายพอบอกเขาว่าอยากทำหนัง เขาก็ซื้อหนังให้ดู ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของเราในการต่อยอด สำหรับพี่ พี่มองว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ แค่อยู่ข้างลูก ไม่จำเป็นต้องจูงมือลูก ไม่ต้องไปอะไรกับเข้า เด็กเขามีเวลาเรียนรู้ด้วยตัวของเขาเอง เพราะฉะนั้นปล่อยให้เขาเรียนไป ถ้าเขาเดินถูกทาง เราก็แค่เดินข้างเขาไม่ต้องกดดัน แต่ถ้าเขาตกช่อง ยื่นมือให้เขาจับมือเขาขึ้นมาไปทางใหม่ นี่คือหน้าที่ของพ่อแม่”

เป้าหมายของพี่บาส เริ่มชัดเจนในช่วงมัธยม ที่พอเรารู้แล้วว่า เราชอบทำหนัง ตอนนั้นคืออยากเป็นผู้กำกับ แต่สมัยนั้นเทคโนโลยีเรื่องกล้องไม่ค่อยอำนวยเพราะแพงมาก เลยอาสาเป็นผู้กำกับทำละคร เวลาทำละครค่ายลูกเสือและละครภาษาอังกฤษ พี่บาสเล่าว่า พอใกล้เรียนจบ แม้เราชัดเจนตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าชอบอะไร แต่ด้วยความที่ไม่มีใครแนะนำว่าให้ไปเรียนต่อคณะไหน ครูแนะแนวก็บอกแค่ว่าให้ลองไปดูเอง สุดท้ายก็มาสมัครเข้าคณะศิลปกรรม เอกการแสดงและกำกับการแสดงที่ มศว โดยอ่านจากประกาศในบอร์ดของโรงเรียนแค่นั้น

“ ตอนแรกเห็นว่ามีคำว่ากำกับเลยคิดว่าเชื่อมโยงกับหนัง เลยสอบเข้า แต่ปรากฏว่าพอเรียนไปหนึ่งเทอมถึงเพิ่งจะรู้ว่านี่ไม่ใช่หนังแต่เป็นละครเวที แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ซิ่ว เรียนไปจนจบ หลักๆที่เรียนก็จะเป็นการทำละครเวที ทั้งเรื่องของ Acting เขียนบทละคร ตอนอยู่ปี 3 ปี 4 เทคโนโลยีเริ่มเข้ามา มีกล้องวีดีโอ เราก็เลยถ่ายหนังสั้น ถ่าย MV เล่นๆกับเพื่อน ไม่ได้จริงจังมาก แม้ละครเวทีกับการทำหนังมันไม่เหมือนกันแต่ก็พอเอามาเชื่อมโยงกันได้”

หลังจากที่เรียนจบมา พี่บาสได้ไปสมัครงานด้านโฆษณา ไม่ค่อยมีคนรับเพราะไม่ได้เรียนจบมาด้านฟิล์มหรือโฆษณา จึงไม่มีความรู้พื้นฐานเลย  จนมีพี่คนนึงรับเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ซึ่งต้องเจอบททดสอบที่ยากพอสมควรโดนด่าทุกวันแต่เราคิดว่า ได้มาอยู่ในกองถ่าย มีทีมงาน ได้ใกล้ชิดกับการทำหนังมากขึ้น จึงบอกตัวเองให้สู้ๆ

“เราต้องทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้ว อย่าคิดว่าตัวเองเก่งมาจากไหน คุณอาจจะเก่งจริงๆก็ได้ แต่ถ้าเก่งแล้วคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว คุณก็หยุดอยู่แค่นั้น คือสุดท้ายไม่ต้องแข่งกับใคร แข่งกับตัวเองนี่แหละ ตัวเองในวันนี้ต้องเก่งกว่า 10 ปีที่แล้วให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ไม่อย่างนั้นจะไม่มีค่าในการทำงาน ต้องทำตัวแบบไม่รู้ถามเลย ยอมโดนด่า ดีกว่าทำไปแบบไม่รู้อะไร”

พี่บาสบอกอีกว่าหลังๆ เริ่มโดนด่าน้อยลง เจ้านายไว้ใจมากขึ้น พอเข้าปีที่ 3 เจ้านายให้ลองเป็นผู้กำกับคิดบอร์ด วาดบอร์ดเองไปขายงาน ก่อนที่จะไปเรียนต่อที่นิวยอร์ก

จุดเปลี่ยนของชีวิตกับหน้าที่ครั้งสำคัญใน GDH

หลังจากทำงานสักพัก เขาตัดสินใจไปเรียนต่อกราฟฟิกดีไซน์ที่ นิวยอร์ก แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับกับหนังอยู่ดีโชคชะตาพาให้ผู้กำกับมาดเซอร์ ต้องรีบบินกลับจากนิวยอร์กมาทำงานที่เมืองไทยในระหว่างตอนที่ฝึกงานหลังเรียนจบคอร์สได้เพียงครึ่งปี เมื่อแฟนเก่า ซึ่งเป็นเด็กนิเทศฯจุฬาและทำงานด้านทำหนัง เอาหนังสั้นที่ทำกับเพื่อนไปฉายในเทศกาลหนังที่นิวยอร์ก กลับมาฉายในเมืองไทยประมาณ 2 รอบ ก็มีคนมาดู หนึ่งในนั้นคือ ‘พี่หมู ชยานนท์’ คนทำเรื่อง Suckseed กับเมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ

“เขาบอกว่าชอบ เลยโทรหาแฟนเก่าพี่ซึ่งเป็นรุ่นน้องของพี่เก้ง จิระ สุดท้ายพี่เก้งดูแล้วเขาก็ชอบเหมือนกัน จึงติดต่อกลับมาหาเราที่นิวยอร์กชวนกลับมาทำหนังที่เมืองไทยก็เลยกลับมา สุดท้ายหนังสั้นเรื่องนั้นถูกพัฒนามาเป็นหนังเรื่องแรกคือ เคาท์ดาวน์”

ซุ่มคิดก่อนเปิดสนามภารกิจโกงข้อสอบในโรงภาพยนตร์

“พี่เก้ง จิระ โปรดิวเซอร์ที่ GDH ได้ยินข่าวนักศึกษาประเทศหนึ่งในเอเชีย บินไปสอบอย่างหนึ่งที่อเมริกา แล้วใช้วิธีการเดียวแบบที่ใช้ในหนัง สุดท้ายความแตกทั้งประเทศไม่ได้สอบเลย เห็นว่ามันน่าสนุกและน่าสนใจ ก็เลยโยนไอเดียนี้ให้พี่พัฒนาต่อ ซึ่งยากมาก มีคนเขียนบท 3 คน มีพี่ และอีก 2 คนคือ คนแรกชื่อกุ๊ก เคยเป็นทีมเขียนบทของฮอร์โมน จะเป็นสายที่ละเอียด รู้ว่าผู้หญิงจะทำแบบนี้ ผู้ชายไม่ทำแบบนี้ อีกคนชื่อแฮมเขียนบทเมย์ไหน คนนี้จะเป็นสายข้อมูล ไปเก็บข้อมูลจากสนามสอบจริงๆ จนไปสมัครสอบ SAT ใช้เวลาศึกษาและเขียนกันอยู่ ปีครึ่ง ” พี่บาสเล่าวิธีการเตรียมภาพยนต์ฉลาดเกมส์โกง

ล้วงลึกกระบวนการทำหนัง ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้

ผู้กำกับร้อยล้านเริ่มเล่าว่าหลังจากรับบรีฟมา สิ่งแรกที่คาดหวัง เราในฐานะผู้กำกับต้องมีเวลาให้โปรเจคต์นี้จริงๆ จากนั้นก็เริ่มพัฒนาบท จะใช้เวลาในการทำบทนานมาก สมมุติใช้เวลากับหนังเรื่องฉลาดเกมส์โกงนี้ 2 ปี  ปีครึ่งจะทำบท จนบทพร้อมแล้ว ทุกคนพร้อม จึงประสานต่อไปยังโปรดิวเซอร์ จากนั้นจึงเตรียมตัวละคร ตัวละครเป็นใคร มาจากไหน ทำอะไร เรื่องราวเดินเรื่องอย่างไร ธีมของเรื่องที่อยากจะบอกคืออะไร เขียนไปเสนอโปรดิวเซอร์ ไม่ใช่ว่ารอบเดียวจะผ่าน ส่วนมากจะไป Comment มาให้ปรับแก้ตลอด ประมาณ 7-8 รอบ

พอบทเสร็จแล้วผ่านผู้บริหารทุกคน เคาะว่าจะทำเรื่องนี้แล้ว ก็เข้าสู้ขั้นตอนที่เรียกว่า Pre Production คือ การเตรียมความพร้อมสำหรับวันถ่ายทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการหานักแสดง การหาโลเคชั่น อาร์ตไดเร็คชั่นทุกอย่างในหนัง ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม ซึ่งจะต้องเป็นผู้กำกับที่เป็นคนกำหนดทั้งหมด แล้วมีทีมงานที่คอย Support เรา

“จุดศูนย์กลางทั้งหมดจะอยู่ที่ผู้กำกับ แต่ไม่จำเป็นต้องทำเป็น ไม่จำเป็นต้องบอกได้ว่าพี่แพลนไฟมาทางซ้ายเท่าไร แต่ต้องบอกตากล้องให้ได้ว่าเราต้องการแสงแบบไหน  เช่น คิดว่ามันสว่างไป แดดมันจ้าไปอยากได้อารมณ์ข้างนอกฝนตก บอกแค่นี้ พี่ถือว่าเป็นการทิ้งช่องว่างให้คนทำงานต่อจากเรา ทำตามการออกแบบและสกิลของเขา”

พี่บาสเล่าต่ออีกว่า เรื่องนี้พี่เป็นคนกำหนดอาร์ต เป็นเรื่องเกิดปัจจุบันก็จริง แต่ไดเร็คชั่นที่พี่คิดไว้คือ ย้อนยุค เพราะเราโตมากับหนังในยุค 80 ยุค 90 ก็เลยอยากทำในหนังเรื่องนี้ คือเริ่มตั้งแต่โลเคชั่นมันจะไม่มีอันไหนที่ดูทันสมัย แต่จะดูมีความวินเทจเก่าๆ ไล่มาถึงฉาก เสื้อผ้า ก็มีกลิ่นถึงความเป็นย้อนยุค

“หน้าที่ของผู้กำกับนอกจากจะเล่าเรื่องให้รู้เรื่อง เล่าให้สนุกแล้ว ควรจะสร้างบรรยากาศในโลกของหนังให้คนดูเข้ามาแล้วรู้สึกว่าพอพูดถึงหนังเรื่องนี้บรรยากาศจะเป็นแบบนี้ เสื้อผ้าการแต่งตัว บางอย่างอาจต้องค้านกับความจริงของเรื่องบ้างแต่ต้องไม่ให้ค้านมากจนเกินไป”

เหลือเท่าไร กับ ภาพยนตร์ร้อยล้าน ?

ธุรกิจหนังไทย เป็นธุรกิจที่ไม่มีจริง นี่เป็นประโยคแรกที่พี่เก้งสอน สมมุติว่าฉลาดเกมส์โกงได้ 100 ล้าน เราต้องแบ่งให้โรงหนังเพื่อเป็นค่าใช้สถานที่ 50 % ต้นทุนในการทำหนัง 1 เรื่อง ใช้เงินค่า Production 23 ล้าน ค่า Promote ตามมาตรฐานจะอยู่ที่ 15 ล้านขึ้นไป กำไรเหลือต่างจากตัวเลขที่ทุกคนเห็นว่า 100 ล้านรวยแน่”  ทุกคนที่ฟังต่างว้าวในใจ พี่บาสจึงเล่าต่อไปว่า

ลองนึกถึงหนังที่รายได้ 5 ล้าน 10 ล้าน เขาทำรายได้น้อยกว่าเรา 10 เท่า มันโหดมาก ตลาดไทยเป็นตลาดที่ยาก เพราะด้วยรสนิยมและจำนวนประชากร มันเป็นอาชีพที่หวังว่าทำแล้วจะรวยยาก สุดท้ายคนที่จะยอมทำจริงๆคือทำเพราะรักในสิ่งที่เรียกว่าหนัง ถึงยอมทิ้งเงินมาทำ

สุดท้ายก็เข้าใจว่าธุรกิจหนังในไทยมันแทบเป็นไปไม่ได้ เหมือนกับว่ารายได้ที่เราได้มาจากการกำกับหนังหนึ่งเรื่องเทียบกับจำนวนเวลา อย่างเรื่องฉลาดเกมส์โกงใช้เวลาทำ 2 ปี คำนวณแล้วค่ากำกับตกเดือนละไม่ถึง 2 หมื่น ทำงานอยู่กับมันทุกวัน ออกกองตัดต่อ แต่เราทำเพราะความชอบ แต่สุดท้ายเราก็ยอมรับว่าความชอบมันกินไม่ได้ จึงต้องหาทางให้มันบาลานซ์กันด้วยการทำโฆษณา เพื่อให้มีรายได้ประจำบ้าง พอมาทำหนังเรื่องนี้ ก็หยุดทำโฆษณาไปเลย

เมื่อถามว่าอาชีพผู้กำกับภาพยนตร์กดดันแค่ไหน ? พี่บาสตอบมาว่าเราไม่อยากให้คนผิดหวัง คือ ทำหนังต้องทำทั้งแรงกายแรงใจมาก ถ่ายกันทั้ง 24 ชั่วโมง สิ่งแรกที่แคร์ไม่ใช่ Feedback ไม่ใช่รายได้ แต่เราแคร์คนที่ทำงานกับเรา เราไม่อยากให้คนเหล่านี้ที่เหนื่อยกับงานอยู่แล้ว ต้องมาเสียเวลาชีวิตมาทำอะไรไม่รู้ พี่ต้องกดดันตัวเอง มันต้องใช้สกิลทุกอย่างที่มีอยู่ ความสามารถที่พอจะมีทำให้มันออกมาดี โดยมีทุกคนที่คอยสนับสนุนเรา

ข้อคิดสำหรับใครใฝ่ผันอยากเป็นผู้กำกับ

“น้องๆที่อยากเป็นผู้กำกับจะต้องดูให้เยอะ อ่านให้เยอะ ฟังให้เยอะ ช่วงที่ยังเป็นเด็ก เวลาดูอย่าตีกรอบตัวเอง พยายามดูให้ได้ทุกแนว แล้วค่อนๆร่อนออกไปตามเวลาที่อายุเราเพิ่มขึ้น พอเราแก่มากกว่านี้ เริ่มนิ่ง เราจะจับทางตัวเองได้มากขึ้น รากฐานเราจะแข็งแรง”

ถ้าถามว่าผู้กำกับเป็นอาชีพที่ยากไหม? พี่บาสยืนยันเลยว่า มันยาก ทั้งเครียดและกดดัน แบกรับความกดดันจากหลายๆฝ่าย เราจะต้องหมกมุ่นอยู่กับมัน เพราะทุกครั้งที่ถ่ายหนังต้องเจอเหตุการณ์ที่ทำให้เครียด

“สุดท้ายไม่อยากให้ใครทำงานอาชีพนี้ เพราะคิดว่ามันจะได้เงิน ไม่ใช่แค่อาชีพนี้ พี่ว่าทุกอาชีพเลย อย่าทำอะไรเพียงคิดว่าจะได้เงินดีอย่างเดียว แต่ให้โฟกัสที่ความชอบแล้วทำให้มันดี สิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ชื่อเสียง รางวัล เดี๋ยวมันจะตามมาเอง แต่อย่าไปคาดหวัง โฟกัสสิ่งที่เราทำอยู่ตรงหน้าแล้วทำให้ออกมาดีที่สุด ” พี่บาสทิ้งท้ายข้อคิดไว้ให้น้องๆในการเลือกอาชีพ

ทางเดินของพี่บาส นัฐวุฒิ ผู้กำกับร้อยล้านคนนี้ ผ่านอุปสรรคมามากมาย ทั้งไม่ได้เรียนสายภาพยนต์ เรียนสายละคร เรียนกราฟฟิค แต่ชีวิตก็หันเหกลับมาหาความตั้งใจแรก เพราะเขามีความชอบและรักที่ยากจะทำหนัง มันไม่ง่ายเลยสำหรับอาชีพผู้กำกับภาพยนต์ คงเห็นกันแล้วว่า การที่เราจะทำอาชีพอะไรนั้นมันต้องมีทั้งด้านดีและไม่ดี พี่บาส คือผู้กำกับหนึ่งคนที่รับได้ เพราะเขาชอบ สนใจ จนเดินทางในสายอาชีพนี้ ที่เต็มไปด้วย Passion ที่แน่วแน่และมีจุดหมาย โฟกัสและให้เวลากับมันเพราะเราชอบ เราสนใจ ฉะนั้นการหาสิ่งที่สนใจ ที่ถนัด และหาเป้าหมายที่แน่ชัด แล้วทุ่มเวลากับมัน… ให้สุดๆไปเลยยย Know-Are เป็นกำลังใจให้น้องๆทุกคนนะคะ